Monday, January 30, 2006

เค้าขอให้บอกเคล็ดลับในการสอบมิชิแกนเทส

สวัสดีครับผู้อ่านทุกๆท่าน หลังที่ผลการสอบมิชิแกนเทสออกมาแล้ว หลายๆคนก็เข้ามาหาผม แล้วถามว่า ทำได้ยังไง มีเคล็ดลับอะไรในการทำข้อสอบมิชิแกนเทสหรือเปล่าที่ทำให้ผมได้คะแนนเท่าที่ผมได้ แล้วทุกครั้งที่ผมตอบ ผมก็จะบอกว่าไม่รู้ ผมก็ยังแทบไม่อยากเชื่อว่าผมผ่านการสอบมิชิแกนเทส ไม่ใช่เพราะว่าดูถูก หรือถ่อมตัว แต่ไอ้ตอนที่ทำก็รู้สึกว่ายากมาก แล้วก็ทำไม่ได้หลายข้อ ตอนที่ออกจากห้องสอบก็ใจห่อเหี่ยวแล้วทำใจไว้แล้วเลยว่าจะต้องเตรียมอ่านหนังสือสอบครั้งหน้าอีก ซึ่งเล่าให้ฟังไปก็ไม่มีใครจะเชื่อ แต่เพื่อเป็นอุปทานให้กับผู้อ่านผมก็เลยจะเล่าให้ฟังละกันนะครับว่าก่อนผมสอบผม ทำอะไรบ้าง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเคล็ดลับเพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าใครมีข้อเสนอดีๆ ในการทำข้อสอบประเภทนี้ก็เข้ามาฝากบอกกันได้นะครับ จะได้เป็นประโยชน์ต่อผู้ืที่จะสอบทีหลังครับ

เอาหล่ะครับ ก่อนอื่นก็ต้องท้าวความกันก่อนว่าการสอบมิชิแกนของผมครั้งนี้เป็นครั้งแรก และเป็นครั้งเดียวที่จะสอบ (เพราะว่าไม่อยากสอบแล้ว เครียดมาก) ผมมีเป้าหมายที่จะไปบีวายยู ตั้งแต่ยังไม่เข้ามิชชั่น พอผมอยู่ในมิชชั่นก็เลยเริ่มวางแผนจริงๆ จังๆ ว่าจะทำอะไรบ้าง หนึ่งในการเตรียมตัวก็คือ การเตรียมตัวสอบ TOEFL เพราะว่าผมรับใช้อยู่ที่ ซาน ฟรานซิืสโก ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้สอบเพราะเหตุผล 2 ประการ คือ 1) ค่าสอบมันแพง 2) ไม่พร้อม จำได้ว่าช่วงการศึกษาภาษาอังกฤษผมจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง TOEFL นี่แหละ ซึ่งหาซื้อหนังสือเตรียมสอบได้ทั่วๆ ไป ก็อ่านไปเรื่อยๆ ทำแบบฝึกหัดเยอะๆ ซึ่งมีประโยชน์พอสมควร และช่วยในการสอบมิชิแกนเทสได้นิดหน่อย เพราะว่ามีข้อสอบหลายข้อที่มีหลักการเดียวกัน โดยเฉพาะด้านแกรมม่า แล้วก็รีดดิ้ง แต่โชคดีที่มิชิแกนเทส ไม่มีการสอบเขียนก็เลยสบายไปหน่อยนึง ผมว่าตรงนี้แหละที่ช่วยผมบ้าง แต่ส่วนที่ผมทำคะแนนได้ดีที่สุดก็ตรงแกรมม่า อย่าพึ่งคิดนะครับว่าผมได้แกรมม่าเพราะว่าเรียนเก่ง มันเป็นผลพลอยได้ที่มาจากการเป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลาที่ต้องพูดภาษาอังกฤษทุกวี่ ทุกวัน ซึ่งสมาชิก หรือผู้สอนศาสนาที่เมืองไทย หรือผู้สนใจก็สามารถเรียนรู้ได้เองจากผู้สอนศาสนาเต็มเวลา เพราะเวลาผมทำข้อสอบผมไม่ได้ดูว่า มันมีกริยา ในประโยคมั้ย หรือว่า มันมี adjective หรือเปล่า หรือ.... แบบว่า ทำข้อสอบตามหลักการ แต่ผมจะอ่านข้อสอบ แล้วลองดูว่า ตัวช้อยส์ที่มีมาให้อันไหนที่อ่านแล้วมันฟังแล้วน่าจะถูก ซึ่งโดยปกติสัญชาติญาณแบบนี้จะทำให้ทำข้อสอบถูก เพราะถึงแม้เราจะไม่รู้เหตุผล แต่เรารู้เพราะว่าเราเคยคุยกับฝรั่งแล้วมันใช้แบบเนี้ย เราก็จะเดาว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้นะ ช้อยส์อันนี้มันฟังดูแปลกๆพิกลๆ ก็ไม่น่าจะใช่ ซึ่งผมอยากจะแนะนำทุกคนว่า เรามีผู้สอนศาสนาที่เป็นเจ้าของภาษา น่าจะใช้โอกาสที่มีอยู่นี้เรียนรู้จากเค้าให้ได้มากที่สุด คุยๆๆๆๆๆ ฟังๆๆๆๆๆ พูดๆๆๆๆๆ ไปเรียนกับพวกเค้าทุกวันพุธ ดูว่าเค้าพูดยังไง เลียนแบบสำเนียง อันไหนที่เราไม่เคยได้ยิน แล้วเค้าพูดออกมา ก็พูดซ้ำๆ เลียนแบบเค้าไปซะ บางคนอาย ไอ้ความอายนี่แหละที่บดบังความสามารถของเรา ฉะนั้นอันดับแรกผมอยากแนะนำไปเลยว่าควรคุยกับฝรั่ง แล้วไม่ใช่คุยๆๆๆ อย่างเดียว แต่ให้รู้สังเกตุว่าเค้าพูดว่าอะไร แล้วพยายามพูดตาม ถ้ากลัวเค้าได้ยินก็ออกเสียงเบาๆ แต่ไม่ใช่คิดทวนในใจ เพราะว่าการพูดออกเสียงมันจะเป็นรูปธรรมกว่า แล้วเรามีแนวโน้มที่จะจำได้มากกว่า ซึ่งภาษาอังกฤษก็เหมือนกันภาษาอื่นครับ ต้องใช้ บ่อยๆ

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้มากก็คือหาข้อสอบเก่าๆมาทำ ถ้าหาไม่เจอก็ใช้ โทเฟิลนี่แหละ มันคล้ายๆกัน ทำมันเข้าใจ ทำจนแบบว่ามองเห็นข้อสอบก็ตอบได้แล้วโดยไม่ต้องรอช้อยส์ หลายๆคนชอบท่องศัพท์ก็ท่องได้ แต่ว่าผมเนี่ยเป็นประเภทพ่อแม่สั่งสอนแต่ไม่จำ สมาธิก็สั้น ท่องแล้วมันไม่จำ ทำยังไงมันก็ไม่จำ จำได้่ว่าตอนที่กลับมาจากอเมริกาใหม่ๆ วิ่งเต้นหาศัพท์มิชิแกนเทส เค้าบอกว่าท่องศัพท์เยอะๆจะได้ วิ่งไปวิ่งมา ก็ได้มา พอได้มาก็ตะลึง เพราะว่ามีศัพท์เป็นร้อยเป็นพัน แล้วจะไปรู้ได้ไงฟะว่าจะออกอะไร ก็คิดดูนะครับผู้อ่านว่าคำศัพท์ แค่หมวด a ก็ปาไปร้อยกว่าคำแล้ว แล้วไอ้ b-z อีกหล่ะ ไม่ตายกันพอดีเหรอ .... แต่ว่าอย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าอันนี้เป็นแค่ความคิดเห็นเฉพาะของผม ผมก็พยาย้าม พยายามจำ ก็ใช้ได้จำไปเรื่อยๆ แต่มันไปท้อตรงที่มันไม่ถึง z ซักที ก็เลยเริ่มคิดว่า อย่างนี้ไม่ได้ละ ต้องหาวิืธีอื่น ซึ่งถ้าจะให้พูดก็พูดว่าไอ้คำศัพท์ที่ท่องไปเนี่ยนะครับ ไม่ออกเลยซักคำเดียว ถ้าออกคงจะเป็น 1 เปอร์เซ็นของที่ท่องมา แบบว่าพอข้อสอบมาแล้วนี่ คุณอาร์ทหัวเราะกลางห้องสอบ ไอ้ที่หัวเราะนี่ไม่ใช่เพราะทำได้นะ เพราะว่าข้อสอบมันเหลือเชื่อเลย เกิดมาไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยิน แบบว่าตลกข้อสอบหง่ะ สิ่งที่ผมจะแนะนำเรื่องการเพิ่มความรู้ในด้านศัพท์เนี่ย ให้อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษดีกว่า หรือไม่ก็หนังสือภาษาอังกฤษดีๆ หน่อย นอกจากจะไม่เครียด แล้วยังสนุก แล้วก็ได้รับความรู้เิพิ่มเติมอีกด้วย ผมก็ทำควบคู่กัน แต่อ่านหนังสือมากกว่า ท่องแล้วผมท้อ ฮ่า ส่วนเรื่อง การอ่านเนี่ย บอกได้คำเดียวเลยว่า ถ้าอยากสอบอ่านต้องทำข้อสอบอ่านเยอะๆ สิ่งที่กดดันในทุกๆสถานการณ์ของการสอบก็คือเวลา คนส่วนใหญ่ทำข้อสอบไม่ทัน เพราะว่าข้อสอบมันมี 100 ข้อ แต่ให้เวลา 75 นาที (มั้ง ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) มันต้องจัดสรรเวลาดีๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ

ต้องทำข้อสอบเยอะๆ ที่ีี่ผมทำเนี่ยส่วนใหญ่จะเอาของโทเฟิลมาทำ ทำหลายอันมาก พอทำไปทำมาเราก็จะเริ่ม ... เค้าเรียกว่าไรนะ ... อ้อ .. จับใจความได้อยากถูกต้อง แล้วเราก็จะเริ่มทำเร็วขึ้น อ่านเร็วขึ้น หาข้อสอบเก่าๆมาดูบ้าง จะได้รู้แนวทาง เรื่องศัพท์เนี่ยมันมีอยู่หลายล้านคำ เราก็ไม่รู้ว่าจะออกอันไหนผมก็เลยว่าวิธีที่ดีัที่สุดก็อย่างที่บอกไปแล้ว ก็คือการอ่านหนังสือพิมพ์ หรือหนังสือที่มันเป็นทางการหน่อย อย่างเช่นหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ แล้วก็คุยกับฝรั่งเยอะๆ เวลาฝึกทำข้อสอบก็ให้จับเวลาตัวเอง จะได้ชิน มันจะเป็นการฝึกให้เราไม่เครียด ไม่ให้เราวอกแวกด้วย เพราะว่าร่างกายของเราจะเคยชิน แล้วเราก็จะสบายเวลาสอบ ก็เนี่ยแหละครับ ไม่มีอะไรมากเล้ย หวังว่าพออ่านจบจะไม่หาว่าผมหวงวิชานะ มีแค่นี้จริงๆ อย่างที่บอกได้แล้ว เอาไว้ถ้านึกอะไรออกเพิ่มเติมจะรีบโพสมาเลย แต่ถ้าไม่มีคนอ่านก็คงจะยกเลิกบล๊อกนี้แล้ว ฉะนั้นถ้าชอบก็ช่วยๆกันโฆษณาบอกเืพื่อนๆ ให้เข้ามากันเยอะๆ แล้วก็ comment เข้ามากันด้วยนะครับ ขอบคุณมา แล้วก็ขอให้โ่ชคดี แล้วพบกันใหม่ครับ

2 Comments:

At 7:05 AM, Anonymous Anonymous said...

งืมมมม
เป็นวิธีที่ดีน่าทำตามนะคะ
ขอบคุณที่มาแนะนำนะคะ จะเอาไปลองใช้บ้าง ถ้าใช้ไม่ได้จะมาคิดเงินค่าสอบกะคนแนะนำได้มั้ยอ่า แบบว่าไม่พอใจยินดีคืนเงินมั้ยเนี่ย อิอิอิอิ ล้อเล่นนะคะ

 
At 11:52 PM, Blogger Unknown said...

อยากขอเบอร์พูดคุยปรึกษาด้วยคะ

 

Post a Comment

<< Home