Tuesday, April 18, 2006

ทุน IWES เต็มจนสิ้นปีนี้

สวัสดีครับผู้อ่าน ท่านที่สอบมิชิแกนผ่าน หรือ โทเฟิล แล้วสมัครมหา.ลัยพร้อมกับทุน IWES นั้นคงจะได้ไป winter แทนนะครับ เพราะว่าทุนของปี 2006 มันเต็มแล้วครับ ก็เลยเตือนมาให้ทำใจนะครับ

Monday, January 30, 2006

เค้าขอให้บอกเคล็ดลับในการสอบมิชิแกนเทส

สวัสดีครับผู้อ่านทุกๆท่าน หลังที่ผลการสอบมิชิแกนเทสออกมาแล้ว หลายๆคนก็เข้ามาหาผม แล้วถามว่า ทำได้ยังไง มีเคล็ดลับอะไรในการทำข้อสอบมิชิแกนเทสหรือเปล่าที่ทำให้ผมได้คะแนนเท่าที่ผมได้ แล้วทุกครั้งที่ผมตอบ ผมก็จะบอกว่าไม่รู้ ผมก็ยังแทบไม่อยากเชื่อว่าผมผ่านการสอบมิชิแกนเทส ไม่ใช่เพราะว่าดูถูก หรือถ่อมตัว แต่ไอ้ตอนที่ทำก็รู้สึกว่ายากมาก แล้วก็ทำไม่ได้หลายข้อ ตอนที่ออกจากห้องสอบก็ใจห่อเหี่ยวแล้วทำใจไว้แล้วเลยว่าจะต้องเตรียมอ่านหนังสือสอบครั้งหน้าอีก ซึ่งเล่าให้ฟังไปก็ไม่มีใครจะเชื่อ แต่เพื่อเป็นอุปทานให้กับผู้อ่านผมก็เลยจะเล่าให้ฟังละกันนะครับว่าก่อนผมสอบผม ทำอะไรบ้าง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเคล็ดลับเพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าใครมีข้อเสนอดีๆ ในการทำข้อสอบประเภทนี้ก็เข้ามาฝากบอกกันได้นะครับ จะได้เป็นประโยชน์ต่อผู้ืที่จะสอบทีหลังครับ

เอาหล่ะครับ ก่อนอื่นก็ต้องท้าวความกันก่อนว่าการสอบมิชิแกนของผมครั้งนี้เป็นครั้งแรก และเป็นครั้งเดียวที่จะสอบ (เพราะว่าไม่อยากสอบแล้ว เครียดมาก) ผมมีเป้าหมายที่จะไปบีวายยู ตั้งแต่ยังไม่เข้ามิชชั่น พอผมอยู่ในมิชชั่นก็เลยเริ่มวางแผนจริงๆ จังๆ ว่าจะทำอะไรบ้าง หนึ่งในการเตรียมตัวก็คือ การเตรียมตัวสอบ TOEFL เพราะว่าผมรับใช้อยู่ที่ ซาน ฟรานซิืสโก ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้สอบเพราะเหตุผล 2 ประการ คือ 1) ค่าสอบมันแพง 2) ไม่พร้อม จำได้ว่าช่วงการศึกษาภาษาอังกฤษผมจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง TOEFL นี่แหละ ซึ่งหาซื้อหนังสือเตรียมสอบได้ทั่วๆ ไป ก็อ่านไปเรื่อยๆ ทำแบบฝึกหัดเยอะๆ ซึ่งมีประโยชน์พอสมควร และช่วยในการสอบมิชิแกนเทสได้นิดหน่อย เพราะว่ามีข้อสอบหลายข้อที่มีหลักการเดียวกัน โดยเฉพาะด้านแกรมม่า แล้วก็รีดดิ้ง แต่โชคดีที่มิชิแกนเทส ไม่มีการสอบเขียนก็เลยสบายไปหน่อยนึง ผมว่าตรงนี้แหละที่ช่วยผมบ้าง แต่ส่วนที่ผมทำคะแนนได้ดีที่สุดก็ตรงแกรมม่า อย่าพึ่งคิดนะครับว่าผมได้แกรมม่าเพราะว่าเรียนเก่ง มันเป็นผลพลอยได้ที่มาจากการเป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลาที่ต้องพูดภาษาอังกฤษทุกวี่ ทุกวัน ซึ่งสมาชิก หรือผู้สอนศาสนาที่เมืองไทย หรือผู้สนใจก็สามารถเรียนรู้ได้เองจากผู้สอนศาสนาเต็มเวลา เพราะเวลาผมทำข้อสอบผมไม่ได้ดูว่า มันมีกริยา ในประโยคมั้ย หรือว่า มันมี adjective หรือเปล่า หรือ.... แบบว่า ทำข้อสอบตามหลักการ แต่ผมจะอ่านข้อสอบ แล้วลองดูว่า ตัวช้อยส์ที่มีมาให้อันไหนที่อ่านแล้วมันฟังแล้วน่าจะถูก ซึ่งโดยปกติสัญชาติญาณแบบนี้จะทำให้ทำข้อสอบถูก เพราะถึงแม้เราจะไม่รู้เหตุผล แต่เรารู้เพราะว่าเราเคยคุยกับฝรั่งแล้วมันใช้แบบเนี้ย เราก็จะเดาว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้นะ ช้อยส์อันนี้มันฟังดูแปลกๆพิกลๆ ก็ไม่น่าจะใช่ ซึ่งผมอยากจะแนะนำทุกคนว่า เรามีผู้สอนศาสนาที่เป็นเจ้าของภาษา น่าจะใช้โอกาสที่มีอยู่นี้เรียนรู้จากเค้าให้ได้มากที่สุด คุยๆๆๆๆๆ ฟังๆๆๆๆๆ พูดๆๆๆๆๆ ไปเรียนกับพวกเค้าทุกวันพุธ ดูว่าเค้าพูดยังไง เลียนแบบสำเนียง อันไหนที่เราไม่เคยได้ยิน แล้วเค้าพูดออกมา ก็พูดซ้ำๆ เลียนแบบเค้าไปซะ บางคนอาย ไอ้ความอายนี่แหละที่บดบังความสามารถของเรา ฉะนั้นอันดับแรกผมอยากแนะนำไปเลยว่าควรคุยกับฝรั่ง แล้วไม่ใช่คุยๆๆๆ อย่างเดียว แต่ให้รู้สังเกตุว่าเค้าพูดว่าอะไร แล้วพยายามพูดตาม ถ้ากลัวเค้าได้ยินก็ออกเสียงเบาๆ แต่ไม่ใช่คิดทวนในใจ เพราะว่าการพูดออกเสียงมันจะเป็นรูปธรรมกว่า แล้วเรามีแนวโน้มที่จะจำได้มากกว่า ซึ่งภาษาอังกฤษก็เหมือนกันภาษาอื่นครับ ต้องใช้ บ่อยๆ

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้มากก็คือหาข้อสอบเก่าๆมาทำ ถ้าหาไม่เจอก็ใช้ โทเฟิลนี่แหละ มันคล้ายๆกัน ทำมันเข้าใจ ทำจนแบบว่ามองเห็นข้อสอบก็ตอบได้แล้วโดยไม่ต้องรอช้อยส์ หลายๆคนชอบท่องศัพท์ก็ท่องได้ แต่ว่าผมเนี่ยเป็นประเภทพ่อแม่สั่งสอนแต่ไม่จำ สมาธิก็สั้น ท่องแล้วมันไม่จำ ทำยังไงมันก็ไม่จำ จำได้่ว่าตอนที่กลับมาจากอเมริกาใหม่ๆ วิ่งเต้นหาศัพท์มิชิแกนเทส เค้าบอกว่าท่องศัพท์เยอะๆจะได้ วิ่งไปวิ่งมา ก็ได้มา พอได้มาก็ตะลึง เพราะว่ามีศัพท์เป็นร้อยเป็นพัน แล้วจะไปรู้ได้ไงฟะว่าจะออกอะไร ก็คิดดูนะครับผู้อ่านว่าคำศัพท์ แค่หมวด a ก็ปาไปร้อยกว่าคำแล้ว แล้วไอ้ b-z อีกหล่ะ ไม่ตายกันพอดีเหรอ .... แต่ว่าอย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าอันนี้เป็นแค่ความคิดเห็นเฉพาะของผม ผมก็พยาย้าม พยายามจำ ก็ใช้ได้จำไปเรื่อยๆ แต่มันไปท้อตรงที่มันไม่ถึง z ซักที ก็เลยเริ่มคิดว่า อย่างนี้ไม่ได้ละ ต้องหาวิืธีอื่น ซึ่งถ้าจะให้พูดก็พูดว่าไอ้คำศัพท์ที่ท่องไปเนี่ยนะครับ ไม่ออกเลยซักคำเดียว ถ้าออกคงจะเป็น 1 เปอร์เซ็นของที่ท่องมา แบบว่าพอข้อสอบมาแล้วนี่ คุณอาร์ทหัวเราะกลางห้องสอบ ไอ้ที่หัวเราะนี่ไม่ใช่เพราะทำได้นะ เพราะว่าข้อสอบมันเหลือเชื่อเลย เกิดมาไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยิน แบบว่าตลกข้อสอบหง่ะ สิ่งที่ผมจะแนะนำเรื่องการเพิ่มความรู้ในด้านศัพท์เนี่ย ให้อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษดีกว่า หรือไม่ก็หนังสือภาษาอังกฤษดีๆ หน่อย นอกจากจะไม่เครียด แล้วยังสนุก แล้วก็ได้รับความรู้เิพิ่มเติมอีกด้วย ผมก็ทำควบคู่กัน แต่อ่านหนังสือมากกว่า ท่องแล้วผมท้อ ฮ่า ส่วนเรื่อง การอ่านเนี่ย บอกได้คำเดียวเลยว่า ถ้าอยากสอบอ่านต้องทำข้อสอบอ่านเยอะๆ สิ่งที่กดดันในทุกๆสถานการณ์ของการสอบก็คือเวลา คนส่วนใหญ่ทำข้อสอบไม่ทัน เพราะว่าข้อสอบมันมี 100 ข้อ แต่ให้เวลา 75 นาที (มั้ง ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) มันต้องจัดสรรเวลาดีๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ

ต้องทำข้อสอบเยอะๆ ที่ีี่ผมทำเนี่ยส่วนใหญ่จะเอาของโทเฟิลมาทำ ทำหลายอันมาก พอทำไปทำมาเราก็จะเริ่ม ... เค้าเรียกว่าไรนะ ... อ้อ .. จับใจความได้อยากถูกต้อง แล้วเราก็จะเริ่มทำเร็วขึ้น อ่านเร็วขึ้น หาข้อสอบเก่าๆมาดูบ้าง จะได้รู้แนวทาง เรื่องศัพท์เนี่ยมันมีอยู่หลายล้านคำ เราก็ไม่รู้ว่าจะออกอันไหนผมก็เลยว่าวิธีที่ดีัที่สุดก็อย่างที่บอกไปแล้ว ก็คือการอ่านหนังสือพิมพ์ หรือหนังสือที่มันเป็นทางการหน่อย อย่างเช่นหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ แล้วก็คุยกับฝรั่งเยอะๆ เวลาฝึกทำข้อสอบก็ให้จับเวลาตัวเอง จะได้ชิน มันจะเป็นการฝึกให้เราไม่เครียด ไม่ให้เราวอกแวกด้วย เพราะว่าร่างกายของเราจะเคยชิน แล้วเราก็จะสบายเวลาสอบ ก็เนี่ยแหละครับ ไม่มีอะไรมากเล้ย หวังว่าพออ่านจบจะไม่หาว่าผมหวงวิชานะ มีแค่นี้จริงๆ อย่างที่บอกได้แล้ว เอาไว้ถ้านึกอะไรออกเพิ่มเติมจะรีบโพสมาเลย แต่ถ้าไม่มีคนอ่านก็คงจะยกเลิกบล๊อกนี้แล้ว ฉะนั้นถ้าชอบก็ช่วยๆกันโฆษณาบอกเืพื่อนๆ ให้เข้ามากันเยอะๆ แล้วก็ comment เข้ามากันด้วยนะครับ ขอบคุณมา แล้วก็ขอให้โ่ชคดี แล้วพบกันใหม่ครับ

Friday, January 27, 2006

Spring Term เต็มสำหรับผู้ชาย

ผมได้รับอีเมลจากบราเดอร์ซัดโลว์ว่า นักเรียนชายที่จะสมัครเข้า BYUH Spring Term นี้คงจะไม่ทันแล้วนะครับ (ผมก็แห้วด้วย) เนื่องจากหอพักของนักศึกษาชายเต็ม ฉะนั้นให้สมัครไป Fall Semester แทนนะคร้าบ รู้ไว้ใช่ว่า

ผลการสอบ


ห่างหายกันไปนาน ช่วงนี้พวกเราเป็นยังไงกันบ้าง หวังว่าทุกๆคนคงจะสบายดีนะครับ ตอนนี้ผลสอบ Michigan ก็ออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ประกาศอยางเป็นทางการ หากใครใจร้อน อยากรู้ก่อนก็ลองโทรไปสอบถามได้นะครับที่หมายเลย 02 261-1872 แล้วเตรียมตัวอ่านบทความเกี่ยวกับการสอบ Michigan ได้เร็วๆ นี้ อย่าพลาดนะครับ แล้วอย่าลืมว่าผู้ที่ได้ 60 คะแนนขึ้นไปสอบ TOEFL มีสิทธิ์ผ่านไปกว่าครึ่งนะครับ

Thursday, January 12, 2006

จดหมายจากน้องเพ็ค

การเข้า BYU ต้องมีการสอบ Michigan Test หรือ TOEFL
โดย Michigan Test ต้องสอบให้ได้คะแนน 75 คะแนนขึ้นไป ข้อสอบมี 100 ข้อ เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบทั้งหมด มีทั้งหมด 3 Part ด้วยกัน Part 1 : Grammer ก็ทดสอบความเข้าใจในไวยากรณ์อังกฤษ 40 ข้อ ส่วนPart 2 : Vocabulary ก็ทดสอบความรู้ศัพท์อังกฤษ (ค่อนข้างยาก) 40 ข้อ และ Part สุดท้าย Reading Comprehension ทดสอบการอ่านจับใจความและตอบคำถาม 20 ข้อ
การสอบ Michigan Test จะเน้นที่คำศัพท์เป็นส่วนมาก ฉะนั้นผู้ที่เข้าสอบจึงต้องท่องศัพท์ไปพอสมควร แต่ละข้อของข้อสอบจะมีคะแนนไม่เท่ากัน (เจ้าหน้าที่บอกมา) จึงไม่จำเป็นว่าต้องทำได้ 75 ข้อ ถึงจะผ่านเสมอไป
ส่วนการสมัครสอบ ก็สมัครได้โดยตรงที่โบสถ์อโศกด้านค่าใช้จ่ายคนที่ไม่เป็นสมาชิกโบสถ์เสีย 500 บาท ผู้ที่เป็นสมาชิกไม่เสียค่าใช้จ่าย
ส่วน TOEFL ทางมหาวิทยาลัยต้องการคะแนน 475 คะแนน ใน TOEFL ระบบ Paper-Based Testing และ 153 คะแนน ในระบบ Computer-Based Testing
TOEFL ก็จะวัดความสามารถเราทั้งหมด 4 อย่างด้วยกัน คือ Sturcture , Listening , Reading และ Writing การคิดคะแนนของ TOEFL ค่อนข้างซับซ้อน ถ้าอยากทราบก็ค้นคว้าด้วยตัวเองได้
การสมัครสอบก็เข้าไปดูในเว็บไซต์ www.toefl.org
ส่วนค่าใช้จ่ายในการสอบ TOEFL ตอนนี้ประมาณ 140 $US คิดเป็นเงินไทยประมาณ 5600 บาท ( 1 $US = 40 บาท)ถ้าจะสอบก็ต้องเตรียมตัวดีๆ เพื่อจะได้ไม่เสียเงินโดยสูญเปล่า

BYU Hawaii Fireside


สรุปบีวายยู ฮาวาย ไฟร์ไซด์เมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ.2006
มีคนสอบถามมาช่วยให้สรุปการประชุมบีวายยู ฮาวายหลังการสอบมิชิแกนแล้ว ก็ขอนำมาลงเพื่อเป็นอุปทานแก่น้องๆครับ
การประชุมดำเนินโดย บราเดอร์ ไมค์ ซัดโลว์ ผู้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายรับนักศึกษานานาชาติ พอดีอีกท่านหนึ่งผมจำชื่อท่านไม่ได้ แฮะๆๆ คงไม่เป็นไรใช่ไหมครับ

ท่านบอกว่ามหาวิทยาลัยบีวายยู ฮาวาย ได้รับการจัดอันดับของนิตยสารที่โด่งดังที่สุดรายการหนึ่งของสหรัฐอเมริกาให้เป็น มหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่สองลองทายซิว่าเป็นที่ใด แอ่น แอน แอ๊น BYU Provo นั่นเอง ฮาวายเราแซงมหาลัยรุ่นพี่เราไปแล้ว และ BYUH ก็ยังถูกจัดอันดับให้เป็น the most selective school in the USA นั่นก็หมายความว่าเป็นมหาลัยที่เข้ายากที่สุดในประเทศสหรัฐ อ่านแล้วเป็นยังไงบ้างครับ? เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่น่าสนใจที่บราเดอร์ซํดโลว์นำมาเล่าขานให้เราฟังกันสำหรับปีนี้ครับ แต่ยังไม่หมดนะครับท่านยังช่วยแนะนำให้เราทราบถึงรายละเอียดอื่นๆ ที่ผู้สนใจเรียนต่อควรจะทราบ

ท่านได้บอกว่า BYUH ตั้งอยู่บนทำเลที่สวยงาม และเป็นธรรมชาติมาก มีหาดที่ติดอันดับยอดนิยมที่สุดในโลกหลายอันดับ แต่บนเกาะที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่นั้นมีสถานที่โดดเด่นอยู่ 3 แห่งด้วยกัน นั่นคือ พระวิหาร ฮาวาย, ศูนย์วัฒนธรรมโพลินีเชียน และ BYUH นั่นเอง เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก นักเรียนประมาณ 2,400 คน และหลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมี ข้อผูกพัน 2 ฝ่ายร่วมกัน สิ่งที่ BYUH สัญญาที่จะมอบให้นักเรียนทุกๆคนที่ไปเรียนคือ การศึกษาที่มีคุณภาพ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษขั้นสูง ประสบการณ์ในการทำงาน และอื่นๆ พอดีจำไม่ได้พอจำได้แล้วจะมาโพสใหม่นะ ส่วนคำสัญญาของเราก็นั่นแหละครับ ตั้งใจเรียน ....ก็อย่างที่รู้ๆกันแหละ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องกลับมาเมืองไทย อันนี้เค้าย้ำเลยว่าถ้าท่านไม่คิดว่าจะกลับมาเมืองไทย มหาลัยนี้ไม่ใช่สำหรับท่าน เพราะว่านโยบายของมหาลัยคือที่จะให้นักศึกษากลับมาบ้านเมืองที่ตนเองอยู่และพัฒนาชุมชนนั้น พัฒนาประเทศ พัฒนาศาสนาจักรต่อไปไงครับ

แล้วคำถามใหญ่อีกคำถามหนึ่งก็คือเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งสรุปย่อๆได้เลยว่า 100% ของนักศึกษาทุกคนได้ทุนหมด นั่นหมายความว่านักศึกษาที่เรียนที่ BYUH ไม่มีใครต้องจ่ายเต็ม เลย โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียนั้นทางมหาลัยมีทุนที่เรียกว่า ทุน IWES ซึ่งนักศึกษาจะต้องทำงานและเปลี่ยนให้กับมหาวิทยาลัย และต้องเรียนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 2.00 ในแต่ละเทอม ต้องทำงานตามที่ทุนกำหนดไว้ซึ่งจะมาบอกเล่าเก้าสิบให้ฟังอีกทีนะครับ แต่ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ ผู้ปกครองของนักเรียนที่สมัครทุน IWES จะต้องช่วยจ่ายค่าเล่าเรียนด้วย แต่เพียง 10% ของรายได้ที่ครอบครัวได้เท่านั้นเองสำหรับสมาชิก แต่หากไม่ได้เป็นสมาชิกของศาสนาจักร ผู้ปกครองต้องจ่าย 20% ขึ้นไปของรายได้ ... ดูซิครับว่ามหาวิทยาลัยจะช่วยมากแค่ไหน และถ้าเก่งทางด้านวิชาการอื่นๆ หรือความสามารถพิเศษนักศึกษาก็ยังขอทุนที่เกี่ยวข้องกับความสามารถพิเศษนั้นๆได้อีกต่างหาก

ผมเองกับอีกหลายๆคนถอนหายใจเฮื้อกๆ หลังสอบมิชิแกนเทส เพราะว่ามันสุดยอดอหังการแห่งความยากลำบาก หรือจะว่าไม่จริง ใครเถียงคนนั้นเป็นอัจฉริยบุคคลเป็นอย่างแน่แท้ คิดดูผมท่องศัพท์มาร่วมสามเดือน ศัพท์ที่ออกมีไม่ถึง 10% จากที่อ่าน ฮ่าๆๆๆ ซึ่งผมประหลาดใจที่บราเดอร์ซัดโลว์ได้กล่าวว่า ท่านยอมรับว่าการสอบมิชิแกนเทสนั้นไม่ได้มีประสิทธิภาพที่ดีเท่าที่ควรรจะเป็น ข้อดีก็คือสมาชิกสอบฟรี และผู้สนใจจ่ายเพียง 300 บาท ต่อการสอบหนึ่งครั้งเท่านั้น ท่านบอกว่าหากท่านสอบได้คะแนน 60 คะแนน ขึ้นไปนั้น ท่านแนะนำว่าถ้าท่านมีรายได้พอ ก็ให้ไปสอบ TOEFL ซะ เพราะว่าเป็น การสอบที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพมากกว่า แต่ราคานั้นแพงลิบลิ่ว (5,000 บาท) เพราะส่วนใหญ่คนที่สอบ michigan ได้ 60 ขึ้นไปนั้น จะสอบ TOEFL ได้คะแนนในระดับที่มหาวิทยาลัยตั้งไว้ทั้งนั้น ซึ่งก็คือ 153 คะแนนนั่นเอง ก็ลองคิดดูกันนะครับ แล้วเดี๋ยวนี้ผมได้ยินมาว่า ระบบการสอบ TOEFL นั้นมีการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นยังไง ใครมีข้อมูลเพิ่มเติมก็ช่วยมาเล่าๆให้ฟังกันบ้างนะ

นอกจากนั้นก็ไม่มีมอะไรมาก มีบัณฑิตจาก BYUH มาเล่าประสบการณ์น่ารักๆในมหาวิทยาลัยให้ฟัง เกี่ยวกับกิจกรรม และ ชีวิตในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเกรดเล็กๆ น้อยๆ

บราเดอร์ซัดโลว์บอกว่าอยากได้นักศึกษาจากประเทศไทยอีกเยอะๆ เพราะปัจจุบันมีนักศึกษาจากประเทศไทยเพียงแค่ 20 คนโดยประมาณเท่านั้นเอง ผมก็อยากจะให้ผู้อ่านช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับ blog นี้ด้วยนะครับ ทางทีมงานจะได้ทำต่อไปเพื่อเป็นประโยชน์แก่น้องๆ ต่อไป มิฉะนั้น blog นี้อาจยุบก็เป็นได้ แต่สุดท้ายก็ขอบคุณน้องๆที่ให้ความสนใจกับ blog นี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ อ้อ อย่าลืม comment นะคร้าบ บ้าย บาย

Saturday, January 07, 2006

มาถึงเรื่องหอพัก

อืมม ที่นี่มีทั้งหมด หก หอพักด้วยกันนะคะ เค้าเรียกกันว่า ฮาเล่ Hale .... Hale1-6. หอหนึ่งจะเป็นหอหญิง เป็นหอพิเศษที่อนุญาติให้นักเรียนที่พักทำอาหารในหอได้ จะเเบ่งเป็น ยูนิต ยูนิตละประมาน สี่ห้อง ก้อตกราวๆ แปดชีวิต ต่อหนึ่งยูนิต เเลว เค้าจะมีเตาอบ ตู้เย็น ไมโครเวบให้ แต่ละยูนิตอ่ะนะ ก้อเอาเป็นว่าใครที่อยู่หอนี้ก้อไม่มี meal plan กินโรงอาหารไม่ได้ เเต่ที่คนส่วนใหญ่มาอยู่ก้อเพราะประหยัดกว่า เราจะได้เงินส่วนที่ถูกตัดไปเป็นค่าอาหารคืน ถ้าเราอยู่หอหนึ่ง เเต่มันก้อมีข้อเเม้มากกว่าหออื่นตรงที่ว่า คนที่จะมาอยู่หอหนึ่งได้ต้องมี เอ้ ถ้าจำไม่ผิด หกสิบ หน่วยกิต ขึ้นไป ส่วนมากพวกที่อยู่หอหนึ่งจะเป็นพวกที่ใกล้จะจบเเล้ว มากที่สุดอ่ะนะ พี่ก้อไม่เคยอยู่เพราะไม่ชอบทำอาหาร แห่ะๆๆๆ เเล้วส่วนหอสอง เป็นหอ หญิงกะชายแบ่งครึ่งกัน คนละซีก มีประตูกั้นอย่างดี หอสามเป็นหอหญิงล้วนธรรมดา หอสี่เป็นหอชายล้วน หอห้าเป็นหอหญิงล้วน หอหกเป็นหอชายล้วน สรุปก้อคือ หอสามกะห้า หญิงล้วน สี่กะหก ชายล้วน ส่วนหอหนึ่งเป็นของหญิงล้วนทำอาหาร หอสองเป็นหอรวมค่ะ อืมมมม เเล้วที่นี่เเต่ละหอก้อมีกฏเกณฑ์ ต่างๆไม่เหมือนกันบ้าง แต่ส่วนมากก้อคล้ายๆกันค่ะ ก้อเช่น ถ้าหลังสี่ทุ่มประตูข้างหอจะปิด เข้าได้เฉพาะประตูหน้าเท่านั้น เเล้วถ้าเที่ยงคืน จะปิดประตูหน้า เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าในหอได้ต้องเป็นคนที่มีกุนเเจห้องของหอนี้เท่านั้น กุนเเจห้องของทุกห้องในหอนั้นๆจะสามารถใช้เปิดประตูหน้าหอได้ค่ะ เเล้วเที่ยงคืนทุกคนต้องไม่เดินเพ่นพ่านตามที่ต่างๆภายในโรงเรียน เพราะจะมียามเดินไปไล่ให้เข้าหอ หลังเที่ยงคืน เพื่อความปลอดภัยอ่ะค่ะ อันนี้ก้อเป็นปันหาเหมือนกันเพราะบางทีเราก้ออยากเล่นกะเพื่อนต่อ ก้อจะไม่ได้ เเล้วในหอก้อมีกฏว่า ถ้าเอาคนนอกหอมานอนค้าง หรือมาอยู่ในห้องหลังห้าทุ่มจะโดนปรับทันที ถ้ามีคนในห้องก้อประมาน $25 แต่ถ้านอนค้างเลยก้อ $100 ไม่อยากจะบอกว่าพี่เคยโดนมาเเล้ว อะๆตัวอย่างที่ไม่ดีนะคะ แห่ะๆๆๆๆ เเล้วเค้าก้อจะมีกฏอีกว่า ถ้าหลังสี่ทุ่มเราต้องไม่ส่งเสียงดัง เพราะไม่งั้นจะโดนปรับ $25 เเล้วถ้าเราเผลอไปเปิดประตูข้างที่เค้าปิดไว้ สันยานเตือนภัยจะดังขึ้น เเล้ว เราก้อจะโดนปรับ $25 ตามระเบียบ เฮ้ออออออ ที่นี่อะไรก้อปรับไว้ก่อน น่าเบื่อเหมือนกัน เเล้วหอชาย หอหญิง ก้อ ห้ามเข้ากันมั่ว จะเข้าได้ต้องขออนุญาติเป็นกรณีไปเช่น เพื่อนหญิงป่วยหนัก ลุกจากเตียงไม่ได้ ต้องการพรฐานะปุโรหิตของเพื่อนชาย เราก้อต้องไปขออนุญาติ เพื่อที่จะนำเพื่อนชายเข้ามาในหอ อืมม เเล้วเราจะเรียนคนที่ดูเเลเราว่า Mom กะ Dad ก้อเป็นพ่อหอ เเม่หอ อ่ะนะ เค้าก้อจะดูเเลเรา เเต่ก้อไม่โดยตรงเพราะจะมีกลุ่มเด็กที่ถูกจ้างเป็นผู้ช่วย เรียกว่า อาร์เอ RA (Resident Assitant) มาดูเเลเราต่ออีกที ก้อ ประมานนี้อ่ะค่ะ เฮ้อออออ เหนื่อย เล่ามาซะนาน เดี๋ยวมาเม้าท์ต่อวั้นหลังอีกทีนะจ้ะ

Thursday, January 05, 2006

อ่ะ ต่อๆๆ

อืม มาต่อกันเลยละกัน ตอนนั้นก้อถึงสอบภาษาเเล้วใช่ป่ะ คราวนี้ก้อสอบเลข ข้อสอบเลขจะมีสี่ชุด ชุดเเรก สีม่วง ตามด้วย สีเเดง สีเขียว สีเหลือง ตามลำดับ สีที่สูงสุดก้อคือสีม่วง เราจะเลือกเองได้เลยว่าจะสอบสีไรก่อน สมมติว่า พี่เลือสอบสีเหลืองก่อน ถ้าพี่สอบผ่าน พี่ก้อจะได้สอบสีเขียวต่อเลย ถ้าผ่านสีเขียว พี่ก้อจะสอบสีเเดงต่อ การสอบจะเป็นไปในเวลาที่กำหนด พี่จำไม่ได้เเล้วว่าเเต่ละข้อสอบนานเเค่ไหน เเต่ไม่น่าเกินครึ่งชั่วโมง ต่อชุด เพราะเรื่องเวลานี่เเหล่ะทำให้เราสอบไม่ผ่าน เราต้องใช้เวลาให้ดี เเล้วถ้าเราไม่ผ่าน สมมติว่าเราผ่านเหลือง ไม่ผ่านเขียวก้อเเสดงว่าเราต้องหยุดสอบ ไม่สามารถสอบต่อไปได้อีก เเต่ถ้าพี่จะเริ่มสอบด้วยสีม่วงก่อน ถ้าเราผ่านก้อผ่านเลย ไม่ต้องสอบสีอื่นอีก เเต่ถ้าสีม่วงเราไม่ผ่าน เค้าก้อจะให้เราเลื่อนลงมาสอบสีเเดง เเล้วถ้าไม่ผ่านก้อลงไปเรื่อยๆ ไรประมานนี้อ่ะคะ ฟังดูเเล้ว งง งง ป่าวเอ่ย เเล้วความหมายของเต่ละอันก้อคือ สีเหลือง จะเท่ากับ MAth 90, เขียว Math 99, แดง math 100, ม่วง math 110...... ก้อถ้าน้องสอบผ่านสีม่วงน้องก้อไม่ต้องลงเรียนเลขเลย ถ้าสอบผ่านสีแดง ไม่ผ่านสีม่วงก้อลงเรียน Math 110 อืมมม เข้าใจกันรึป่าวเอ่ย เราจะรู้ผลเลยหลังจากสอบเส็ด ทุกอย่างจะเส็ดภายในวันนั้นเลยค่ะ เร็วมาก เเล้วก้อถ้าเราไม่ผ่านสีเหลือง อันเเรกเลยก้อ ไม่ต้องสอบไรอีกต่อไป ก้อแสดงว่า เราก้อต้องลงเรียน math 90 เลย เป็นพื้นฐานเลข บวกลบ ธรรมดาค่ะ พอเราลงเรียน ถ้าสอบผ่าน ก้อลง math 99 ต่อ เเล้วก้อไปเรื่อยๆ ข้อดีของการสอบผ่าน math 110 เลยตั้งเเต่เเรกก้อคือ เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลามา take class math ให้เสียเวลา เพราะบางที major ของเราอาจไม่ต้องขึ้นอยู่กะเลขเลย ทำให้เสียเวลาไปป่าวๆ เเต่มันก้อมีวิธีโกงค่ะน้องๆที่มาทีเเรกเเล้วสอบไม่ผ่าน ไม่ใช่ว่าเราไม่เก่ง แต่อาจเป็นเพราะว่า เรายังตื่นๆ กะอะไรใหม่ๆอยู่ สมองเลยไม่วิ่งเท่าไหร่ ( เหมือนพี่ จิงๆพี่ก้อยังไม่วิ่งดีเลยตอนนี้) ทางก้อคือ พี่เองสอบไม่ผ่านสีเขียวอ่ะนะ จิงๆเเล้วพี่ต้องเรียน math 99 ก่อน แต่พี่คิดว่า พี่น่าจะทำได้ พี่ก้อเลยลงเรียน Math 100 ไปเลย ตอนที่ลงทะเบียน เเล้วพี่ก้อเรียน เเล้วพี่ก้อสอบผ่าน พี่ก้อเลยข้าม math 99 ไปเลย ไม่ต้องเรียน เห็นมั้ย ก้อถ้าเรามั่นใจก้อทำๆไปเหอะ จิงๆเเล้วพี่น่าจะใจป้ำกว่านั้น พี่น่าจะลง math 110 ไปเลย ถ้า ฟลุ๊คผ่าน ก้อประหยัดเวลาไปอีกเทอมนึง ก้อเอาเหอะ ไหนๆ ก้อผ่านหมดเเล้ว น้องๆ ฟังก้อคง งงๆ เง็ง ๆ กันพอสมควร เอาน่า เดี๋ยวถ้าได้มา ก้อรู้เอง แหล่ะ เนอะ เออใช่ลืมบอกไปนิดว่า math 90 จะเกี่ยวกับ บวก ลบ คูณ หาร ...Math 99 จะเป็น ยกกำลัง ครณ หรม ....Math 100กะ Math 110 จะคล้ายๆกันก้อเป็นเลข แบบ ฟังก์ชั่น หาพื้นที่ เเบบเลขมอปลายอ่ะค่ะ นอกนั้นก้อไม่มีไรเเล้วมั้ง ก้อสอบเลข สอบภาษา ก้อเส็ดเเล้วค่ะสำหรับเด็กใหม่ เออ เเต่เรายังลงเรียนเลขไม่ได้นะ เพราะต้องเรียนชั้นภาษาผ่านก่อน เเต่ก้อมีข้อยกเว้น เพราะถ้าเราได้ชั้นภาษาสูงๆ แบบ advance2 เค้าก้ออนุญาติ ให้ลงเรียนวิชาพื้นฐานอื่นๆได้ค่ะ อืมม หวังว่าคงช่วยน้องๆเห็นภาพขึ้นมาบ้างนะคะ เอาไว้มาเล่าต่อเนอะ บายยยยย

Tuesday, January 03, 2006

อะไรก่อนดีอ่ะ

ก้อเอาเป็นว่าถ้าน้องๆสอบมาที่นี่ได้นะ ก้อมาถึงเค้าก้อจะให้สอบ Placement Test การสอบครั้งนี้ก้อคือการวัดความรู้ด้านภาษาเเละคณิตศาสตร์ของน้องๆ ว่าอยู่ระดับไหนกันบ้าง ภาษาจะมีสามระดับใหญ่ๆ สองระดับย่อยๆ เรียกว่า Foundation 1-Foundation 2, Intermediet 1- Intermediet 2, Advance 1-Advance 2......ก้อสูงสุดก้อคือ Advance 2 หรือถ้าเราเเน่จิงก้อจะสอบผ่านเลย คือ OUT แสดงว่าเราไม่ต้องเรียน EIL หรือชั้นเรียนภาษา แต่ถ้าเราไม่ OUT เราก้อต้องเรียน แล้วเราก้อไม่สามารถลงเรียนวิชาพื้นฐานอื่นๆได้เลย เเต่เเล้วทุกๆปลายภาค จะมีสอบ Placement เเล้วถ้าเราได้คะเเนนดีในห้อง เเล้วสอบ Placement ได้สูงกว่าระดับที่เราอยู่ เราก้อจะได้ข้ามชั้นไปเรื่อยๆ จนเรา OUT เฮ้ออออออออออ อธิบาย เหนื่อยเลยเดี๋ยวค่อยมาเล่าต่อได้ป่ะ เนอะๆๆๆๆ